บทที่ 12 ยังมิกล้า
ตอนที่ 12 ยังมิกล้า
หลายวันต่อมา
ณ ร้านน้ำชา
อิ่งหลัวสวมหมวกม่อลี่ ผ้าแพรสีขาวบางพลิ้วลงมาปิดโฉมหน้า เห็นเพียงดวงตาคู่งามที่ทอดมองผ่านเนื้อผ้าบางอย่างเลือนราง
นางยืนสงบนิ่งอยู่ในร้านน้ำชา สองมือซ่อนอยู่ในชายแขนเสื้อกว้าง กำปลายนิ้วเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่งามจับจ้องบุรุษผู้หนึ่งในอาภรณ์สีครามที่กำลังสนทนากับผู้อื่นอยู่ภายในร้านน้ำชาอีกฟากอย่างเงียบ ๆ
บุรุษผู้นั้น คือหานอวิ๋นเฉิง นับจากวันที่เขาเลิกสอนนาง อิ่งหลัวก็ไม่เคยมีโอกาสประลองหมากล้อมกับเขาอีกเลย
อันที่จริงวันนี้นางนัดกับมู่หลันที่ชั้นสองของร้าน
พอได้พบหานอวิ๋นเฉิงนางจึงยังไม่ขึ้นไปหามู่หลัน เพราะในใจเกิดลังเลบางอย่าง
นั่นเพราะนางอยากประลองหมากล้อมกับเขา
เดิมทีนางตั้งใจจะเขียนจดหมายเชิญเขาประลองเพื่อทดสอบก่อนประลองใหญ่ แต่กลับเขียนไม่ออก
บิดาของนางกำชับนักหนา ว่าการประลองหมากล้อมครั้งนี้นางจำเป็นต้องคว้าชัยให้ได้ หากหวังจะใช้โอกาสนั้นขอพระราชทานป้ายสำหรับโรงเรียนสตรี ความฝันของมารดา รวมถึงความหวังของเด็กหญิงนับไม่ถ้วน ล้วนฝากไว้กับการประลองครั้งนี้
อิ่งหลัวเม้มริมฝีปากบางเบา ๆ แววตาฉายความครุ่นคิด
แม้ในใจจะยอมรับมาตลอดว่าฝีมือหมากล้อมของหานอวิ๋นเฉิงนั้น สูงล้ำ ยากจะหาใครเทียบได้
แต่เพราะหลายปีมานี้ นางเอาแต่ทำเป็นเมินเฉย หลีกเลี่ยงมิพบหน้าเขา หากจู่ ๆ จะเดินเข้าไปเอ่ยปากขอประลอง นางก็อดรู้สึกกระดากอายอยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม สนามประลองย่อมเต็มไปด้วยยอดฝีมือ
ก่อนการประลองใหญ่ นางอยากประลองกับเขาสักครั้ง
หากสามารถชนะได้แม้เพียงหนึ่งในสามตาหรือหนึ่งในห้าตา ก็ถือว่าเกินความคาดหมายแล้ว
แต่ทว่า เพียงคิดถึงภาพตนเองนั่งอยู่ตรงข้ามเขา บนกระดานหมากล้อมเดียวกัน หัวใจของนางก็เต้นเร็วขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
นางเคยคิดว่าตนมิหวั่นไหวอีกแล้ว แต่เพียงจินตนาการว่าต้องนั่งประจันหน้ากับเขาอีกครั้ง ความสงบนิ่งที่สั่งสมมาหลายปีกลับสั่นคลอนเสียอย่างนั้น
นี่นางกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?
นางเพียงต้องการประลองกับเขาเพื่อประโยชน์ด้านหมากล้อม มิใช่เพราะอยากเจอเขาเสียหน่อย!
อิ่งหลัวยังคงยืนนิ่งอยู่มุมหนึ่งในร้านน้ำชา ราวกับฝ่าเท้าถูกตรึงไว้กับพื้น ดวงตาภายใต้ผ้าแพรบางมองเขาอย่างเงียบงัน ภายในใจเกิดความลังเล
หานอวิ๋นเฉิงยังคงมีท่วงท่าสุขุมดังเดิม ทุกการเคลื่อนไหวสง่างาม สีหน้าเรียบนิ่งขณะสนทนากับชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งเป็นไปอย่างสำรวม เขายกถ้วยชาขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย พลางพยักหน้ารับฟังอีกฝ่ายเป็นระยะ รอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากยังคงอบอุ่นไม่ต่างจากในอดีต
แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี บุรุษผู้นี้ก็ยังมิเปลี่ยนแปลง ภาพนั้นทำให้อิ่งหลัวเผลอมองอยู่นานกว่าที่ตั้งใจ นางกะพริบตาช้า ๆ ก่อนรีบละสายตาไปอีกทาง คล้ายรู้สึกผิดที่ตนเองกำลังแอบมองเขาอยู่
นางกำลังทำสิ่งใดกัน?
เพียงต้องการประลองกับเขา เหตุใดมองเขาละเอียดถึงเพียงนั้น!
ท่องไว้ เพื่อชัยชนะในการประลอง จำเป็นต้องพึ่งพาการชี้แนะของเขา นางบอกตนเอง
พร้อมกับมือเรียวภายในชายแขนเสื้อกำเข้าหากันแน่นกว่าเดิม
เอาล่ะ!
นางจะรอให้เขาสนทนาธุระเสร็จก่อน แล้วเดินเข้าไปเอ่ยขอประลองหมากล้อมเสียตรง ๆ อย่างน้อยก็อ้างได้ว่า ศิษย์เก่าผู้หนึ่ง อยากขอประลองกับอาจารย์สักครั้งก่อนการประลองใหญ่
เมื่อคิดเช่นนั้น หัวใจของนางกลับเต้นแรงขึ้นอีกหลายส่วน
เมื่อคิดอีกครา
หากเขาปฏิเสธเล่า? หากเขาเข้าใจว่านางเพิ่งนึกถึงอาจารย์เมื่อมีเรื่องจำเป็น เขาจะผิดหวังหรือไม่
หรือบางที เขาอาจไม่คิดอะไรเลย มีเพียงนางผู้เดียวที่ยังเอาเรื่องในอดีตมาวุ่นวายใจ อิ่งหลัวคิด
ในที่สุด ชายวัยกลางคนที่สนทนาด้วยลุกขึ้นประสานมือคำนับ หานอวิ๋นเฉิงก็ลุกขึ้นตอบอย่างสุภาพเช่นกัน ทั้งสองกล่าวถ้อยคำอำลากันสองสามประโยค ก่อนอีกฝ่ายจะเดินลงบันไดออกจากร้านน้ำชาไป
ดวงตาของอิ่งหลัวพลันเป็นประกาย
ตอนนี้แหละ! เหมาะสม!
เมื่อคิดดังนั้น ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันอีกครั้ง
นี่คือโอกาสดีที่สุด หากปล่อยให้เขาจากไป นางอาจไม่มีความกล้าพอจะมาพบเขาอีก ปลายเท้าของนางก้าวออกไปหนึ่งก้าวแล้วหยุดชะงัก
นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมความกล้า
เพราะเหตุใดกัน?
พอเอาเข้าจริง นางกลับยังมิกล้า!
เพียงแค่จะเดินเข้าไปเอ่ยปากขอประลองหมากล้อม เหตุใดจึงยากเย็นถึงเพียงนี้!?
อิงหลัวส่ายหน้าเบา ๆ อย่างคนขลาด นางทอดถอนใจอีกครั้ง พลางก้มหน้าลงเล็กน้อย
บางที...วันนี้อาจยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม รอให้ความวุ่นวายในใจสงบลงก่อน ค่อยส่งจดหมายไปหาเขาก็ยังไม่สาย
คิดได้ดังนั้น อิ่งหลัวจึงหมุนกายอย่างช้า ๆ ตั้งใจเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบนของร้านน้ำชา ตามเวลาที่นัดกับมู่หลันไว้
ทว่า ยังไม่ทันก้าวพ้นบันไดขั้นแรกเสียงทุ้มสงบนิ่งเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง
"นั่นผู้ใด"
